แค่รถติดก็ทำให้อ้วนได้

แค่รถติดก็ทำให้อ้วนได้

แค่รถติดก็ทำให้อ้วนได้ เพราะนั่งขับรถนานเกินไป !

ขับรถนาน ๆ ทำให้อ้วนได้

    ต่อให้ลดน้ำหนักแทบเป็นแทบตาย แต่คุณอาจพลาดนำความอ้วนมาสู่ตัวเองได้ เพราะนั่งขับรถวันละเป็นชั่วโมง !

ใครที่ชอบขับรถนาน ๆ ฟังเพลงโปรดไปเรื่อย ๆ อาจต้องปรับทัศนคติกันสักหน่อย เพราะงานวิจัยชี้มาแล้วนะคะว่า แค่เราใช้เวลาขับรถนานเป็นชั่วโมง หรือมากกว่านั้น เพื่อไปทำงาน หรือไปยังจุดหมายแห่งใดแห่งหนึ่งก็ตาม คุณก็มีโอกาสจะอ้วนขึ้น โดยเพิ่มทั้งน้ำหนักตัวและรอบเอวกันเลยทีเดียว

ศาสตราจารย์ Takemi Sugiyama จากสถาบันสุขภาพและศาสตร์แห่งวัย มหาวิทยาลัย Australian Catholic ได้เผยผลวิจัยที่ร่วมศึกษากับ Australian Diabetes, Obesity and Lifestyle โดยทดลองกับชาวออสเตรเลียที่ขับรถเป็นประจำกว่า 2,800 คน และทำการเก็บข้อมูลของอาสาสมัครมาใช้วัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI), รอบเอว, วัดระดับกลูโคสในพลาสมา และความสามารถในการเผาผลาญของร่างกาย

โดยผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้เวลาอยู่ในรถนานเป็นชั่วโมง ๆ มีค่าดัชนีมวลกายที่มากกว่าคนที่ขับรถไม่เกิน 15 นาที ประมาณ 0.8 หรือคิดเป็นน้ำหนักตัวประมาณ 2.3 กิโลกรัม ต่อความสูง 170 เซนติเมตร และยังวัดรอบเอวได้เพิ่มขึ้นราว ๆ 1.5 เซนติเมตร โดยเพศชายมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการขับรถนาน ๆ มากกว่าเพศหญิงด้วยนะคะ

ขับรถนาน ๆ ทำให้อ้วนได้

ทั้งนี้ศาสตราจารย์ Takemi Sugiyama ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้เวลานั่งอยู่ในรถนาน ๆ โดยเฉลี่ยแล้วมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน อาจทำให้ร่างกายตกอยู่ในภาวะเยื่อไขมันมาก และอาจทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลง เนื่องจากการเดินทางด้วยรถยนต์จะทำให้เรามีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย นับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยได้เผาผลาญพลังงานสักเท่าไร ต่างจากคนที่เดินทางด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่ใช้บริการรถสาธารณะ ที่อย่างน้อยก็ต้องเดินไปขึ้นรถ ต่อรถไฟฟ้าอะไรก็ว่ากันไป

นอกจากนี้ทาง WHO ยังแนะนำให้เราออกกำลังกาย อย่างน้อยก็ควรเดินให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะคนที่อายุมากกว่า 18 ปี ยิ่งต้องขยับร่างกายกันบ่อยขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากความอ้วน และภาวะไขมันสะสมนั่นเองค่ะ

รู้อย่างนี้แล้วใครที่ขับรถไปทำงาน ต้องผจญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดจนทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางกันเป็นชั่วโมง ๆ อาจต้องสลับมาเดินทางด้วยวิธีอื่น เช่น ปั่นจักรยาน หรือยอมใช้บริการรถสาธารณะกันหน่อยซะแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

sciencedaily
indiatimes

health.kapook.com

www.khanpak.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *